วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บทเรียนแสวงรู้บนเว็บ


บทเรียนแสวงรู้บนเว็บ : ( Web Quest )




           เว็บเควสท์ เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการสืบเสาะเป็นหลัก (Inquiry-oriented
 Activities) โดยแหล่งข้อมูลส่วนใหญ่อยู่บนระบบอินเทอร์เน็ต และผู้สอนได้ทำการคัดเลือกมาแล้วว่า
เป็นเว็บไซต์ที่เหมาะสมเน้นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง กล่าวอีกนัยคือ เว็บเควสท์เป็นรูปแบบกระบวนการ
เรียนการสอนที่เน้นการแสวงรู้บนเว็บโดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน สนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เพื่อ
พัฒนาทักษะด้านการคิดในระดับการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า โดยเน้นการตั้งประเด็น
หรือปัญหาที่ศึกษา เพื่อนำไปสู่การค้นหาคำตอบ และสรุปประมวลความรู้จนกระทั่งเกิดองค์ความรู้ต่อไป

หลักการออกแบบ Web Quest
           หลักการสำคัญในการออกแบบ Web Quest เพื่อส่งเสริมประสบการณ์การเรียนรู้แก่ผู้เรียนระดับ
 ต่างๆดังนี้ 
      1. จัดหาหัวเรื่องที่เหมาะสมกับการสร้าง Web Quest จูงใจผู้เรียน  เพราะ Web Quest เป็นงาน
สร้างสรรค์ที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในสภาพแวดล้อมใหม่ด้วยการประกอบกิจกรรมเองเป็นหลัก
      2. จัดหาแหล่งสนับสนุนแหล่งการเรียนรู้ Web sites ต่างๆ เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญที่จะต้อง
ได้รับการจัดหา คัดสรร และจัดหมวดหมู่เป็นอย่างดี ผ่านการกลั่นกรองว่ามีเนื้อหาที่สอดคล้องต่อหลักสูตรและ
วัตถุประสงค์ของบทเรียน
    3. ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน การสร้างสรรค์กิจกรรมใน Web Quest นั้นมีสิ่งที่ควรคำนึง
ต่อไปนี้
    - เน้นการใช้กิจกรรมกลุ่ม ที่ให้ผู้เรียนร่วมกันประกอบกิจกรรม ร่วมกันคิด ร่วมประสบการณ์และร่วมกัน
       สร้างสรรค์ผลงานออกมา ทั้งในชั้นเรียน ห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่ที่บ้าน
    - การจูงใจผู้เรียน ด้วยการให้ผู้เรียนเข้าไปมีบทบาทในบทเรียนในรูปของบทบาทสมมติให้มากที่สุด 
       ไม่ว่าในฐานะนักวิทยาศาสตร์ นักสืบ ผู้สื่อข่าว หมอ ฯลฯ สร้างสถานการณ์ให้น่าสนใจ เร้าใจให้พวก 
      เขาติดตาม ร่วมกิจกรรมอย่างกระฉับกระเฉง
   - การพัฒนาในรูปแบบรายวิชาเดี่ยวหรือแบบสหวิทยาการ ในรูปแบบแรกอาจจะดูง่ายในการพัฒนาแต่
      อาจจะจำกัดการเรียนรู้ สร้างประสบการณ์ชีวิตในบริบทจริง ในขณะที่รูปแบบหลังส่งเสริมประเด็นนี้ได้
       ดีกว่า และสร้างประสบการณ์ในเชิงลึกแก่ผู้เรียน
   4. พัฒนาโปรแกรม สามารถทำได้ทั้งด้วยการเขียนโปรแกรมเพื่อสร้าง web page ด้วยตนเอง ด้วย
การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปประเภท FrontPage, Dream Weaver, Composer, etc. หรือการจัดหา
ต้นแบบ(Template) ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งทำให้ง่ายเพราะเพียงแต่ออกแบบกิจกรรมและเอาเนื้อหาใส่เข้าไป ซึ่ง
จะลดปัญหาด้านความจำกัดเกี่ยวกับการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ลงไป ผู้ที่ต้องการต้นแบบนี้
สามารถหาได้จาก websites ต่างๆ ได้ไม่ยากนัก
    5. ทดลองใช้และปรับปรุง ด้วยการหากลุ่มเป้าหมายมาทดลองใช้บทเรียน ดูจุดดีจุดด้อยของบทเรียน
และปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น 
  
     ประเภทของเว็บเควสท์

    1. เว็บเควสท์ระยะสั้น (Quest Short Term WebQuest) มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนแสวงหาและบูรณา
การความรู้ในระดับเบื้องต้น ที่ผู้เรียนจะเผชิญและประสบการณ์กับแหล่งความรู้ใหม่ ๆ ที่สำคัญจำนวน
หนึ่งและสร้างความหมายให้กับประสบการณ์การเรียนรู้ของตนเองจะใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 1-3
 การเรียน
    2. เว็บเควสท์ระยะยาว (Longer Term WebQuest) มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระดับการคิดขั้นสูงของผู้
เรียนซึ่งเมื่อจบบทเรียนแล้ว ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์องค์ความรู้ที่ลึกซึ้ง และถ่ายโอนไปใช้ในรูปแบบใด
รูปแบบหนึ่งได้ และสามารถแสดงออกถึงความเข้าใจในเนื้อหานั้นด้วยการสร้างสรรค์ชิ้นงานออกมา อาจ
อยู่บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือรูปแบบอื่นก็ได้ โดยทั่วไปจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 สัปดาห์ ถึง 1 
เดือน

เว็บเควสท์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
    
     1. ส่วนครูผู้สอน : เป็นส่วนที่ผู้พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เขียนอธิบายให้กับครูอื่นๆที่สนใจเข้ามาใช้ 
มีองค์ประกอบ 8 ส่วน  ดังนี้
        1.1. บทนำ 
        1.2. เกี่ยวกับนักเรียน
        1.3. มาตรฐานการเรียนรู้
        1.4. กระบวนการ
        1.5. ทรัพยากร
       1.6. การประเมินผล
       1.7. สรุป
       1.8. แหล่งอ้างอิง
    2. ส่วนของนักเรียน : เป็นส่วนที่ผู้พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ เขียนอธิบาย ชี้แจงนักเรียน
มีองค์ประกอบ 7 ส่วน  ดังนี้
       2.1 บทนำ
       2.2 ภารกิจ 
       2.3.กระบวนการ
       2.4. แหล่งข้อมูล
       2.5. การประเมิน
       2.6. สรุป
       2.7 คำแนะนำ

Web Quest  ที่ดีควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

        1. ง่ายต่อความเข้าใจในการใช้
        2. ใช้แหล่งความรู้ที่ดีและมีคุณภาพ
        3. สร้างบทเรียนที่จูงใจผู้เรียน
        4. ขั้นภารกิจต้องอธิบายให้ชัดเจน
        5. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รู้จักการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์
        6. เสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่สนุกสนานให้แก่ผู้เรียน
        7. ช่วยให้ผู้เรียนได้รู้จักใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสืบค้นข้อมูล
        8. ผู้เรียนได้เรียนรู้การทำงานเป็นกลุ่ม

           จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการความรู้ ที่สนับสนุน ส่งเสริมให้ผู้เรียน
ได้มีทักษะในการแสวงรู้ด้วยตนเองได้ทุกที่ทุกเวลาไม่จำกัด เพื่อผู้เรียนจะได้พัฒนาตนเองรอบด้านทั้ง
ด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย อย่างไรก็ตามผู้เรียนจะบรรลุสัมฤทธิผลได้ครูต้องมีความสามารถ
ในการออกแบบและพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนให้มีความทันสมัยโดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐานในการ
จัดการความรู้ 


ที่มา : https://www.gotoknow.org/posts/517187
          https://www.gotoknow.org/posts/301312

9 ความคิดเห็น:

  1. เฮ้ยยย เริ่ดอ่ะ สบายกันทั้งสองฝ่ายเลยอ่ะ ชอบๆๆๆ

    ตอบลบ
  2. สุดยอดมากครับ จะลองนำไปใช้ดูนะครับ

    ตอบลบ
  3. ขอบคุณแหล่งความรู้ดีๆจร้าありがとうArigatō

    ตอบลบ
  4. เป็นบทเรียนที่ให้ประโยชน์มากเลยค่ะ

    ตอบลบ
  5. ขอบคุณสำหรับความรู้ค่ะ

    ตอบลบ
  6. ขอบคุณครับสำหรับความรู้ ^_^

    ตอบลบ
  7. ขอบคุณที่นำความรู้ดีๆมาแบ่งปันกันน้า

    ตอบลบ