วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ข่าวสาร :


อาคารเพื่อการผลิตพลังงานทั้งลมและแสงอาทิตย์ นวัตกรรมท่ามกลางความแห้งแล้งของดูไบ



           งานแข่งขันการออกสถาปัตยกรรมเพื่อการผลิตพลังงานของดูไบ ได้ปรากฏโฉมของนวัตกรรมอาคารที่สามารถพลังงานได้จากแสงอาทิตย์ ลม และพลังงานจลน์
ด้วยโครงสร้างอาคารแฝดสูง140 เมตร ได้รับแรงบันดาลมาจากพื้นที่อันแห้งของทะเลทราย สามารถดึงดูดผู้คนด้วยรูปลักษณ์แปลกตาของโครงสร้าง รวมทั้งความสูงที่สามารถมองเห็นแต่ไกล
ตัวอาคารประกอบไปด้วยกังหันลม ปล่องไฟพลังงานแสงอาทิตย์ เพลาคาร์บอนไฟฟ้าที่ผลิตพลังงานด้วยหลักการเพียโซอิเล็กทริกแลคลื่ลมซึ่งผลิตพลังงานจากการปั่นของไซลินเดอร์ภายในที่เชื่อมต่อทั้งสองอาคารเข้าด้วยกัน  และถึงแม้ยังไม่มีข้อมูลทางด้านกำลังการผลิตออกมา แต่อาจประมาณการณ์ได้ว่าสามารถให้กำลังไฟที่เพียงพอสำหรับตัวอาคารนั่นเอง 







ที่มา : http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=14&cno=6510



วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สุดล้ำ!! จอแอลซีดีชาร์จตัวเองได้ ไม่ต้องง้อไฟฟ้าอีกต่อไป

สุดล้ำ!! จอแอลซีดีชาร์จตัวเองได้ ไม่ต้องง้อไฟฟ้าอีกต่อไป






         นักวิศวกรรมจากยูซีแอลเอได้พัฒนาจอแอลซีดีที่ประกอบไปด้วยขั้วเซลล์แสงอาทิตย์  ช่วยให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ สามารถชาร์จพลังงานตนเองได้

“Liquid Crystal Display”  หรือที่เราเรียกสั้นๆว่าแอลซีดีนั้น เป็นจอแสดงผลที่ได้รับความนิยมในวงกว้าง เนื่องประสิทธิการเปล่งแสงที่สดใสและง่ายต่อการผลิต อย่างไรก็ตามพลังงานถึงร้อยละ 75 นั้นจะหมดไปกับขั้นตอนโพลาไรซ์แบบดั้งเดิม และความสดใสที่ได้มานั้นก็แลกกับพลังงานที่เก็บสะสมไว้

นักวิศวกรจึงได้พัฒนาโพลาไรเซอร์เซลล์แสงอาทิตย์ที่สามารถดักจับและนำแสงที่อาจสูญไปในขณะใช้งาน กลับมาใช้ใหม่ โดยโพลาไรเซอร์จะทำหน้าที่เป็นตัวกรองแสง  และไม่เพียงจับแสงจากอุปกรณ์ขณะทำงานเท่านั้น จอแอลซีดีเก็บเกี่ยวพลังงานนี้ ยังสามารถเก็บเกี่ยวแสงจากธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงมันสามารถทำงานได้แม้ไม่มีการใช้งานก็ตาม 






ที่มา : http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=14&cno=6514  

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Emodo


" Edmodo "


 Edmodo คือ 

        เครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับ ครู นักเรียน โรงเรียน หรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่มีระบบรักษาความปลอดภัย สามารถติดต่อสื่อสาร ทำงานร่วมกัน แบ่งปันเนื้อหา สามารถเข้าถึงการบ้าน     สมุดเกรด
เป้าหมายสำคัญของ Edmodo คือ
       การใช้ประสิทธิภาพของเครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อช่วยให้นักการศึกษาสามารถจัดการห้องเรียนและจัดการนักเรียนทุกคนได้
นักศึกษาจะเริ่มต้นใช้ Edmodo ได้อย่างไร
      ก่อนที่นักศึกษาจะสร้างบัญชี Edmodo นั้นนักศึกษาจะต้องมีรหัสที่เรียกว่า Group Code ซึ่งเป็นเลข 6 หลัก จากคุณครู เมื่อนักศึกษามีรหัสดังกล่าวแล้ว จะสามารถเข้าเว็บ Edmodo.com ได้ และคลิกปุ่ม I’m student จากนี้นักศึกษาจะสามารถป้อนรหัส Group Code ที่ครูกำหนดให้ แล้วกรอกข้อมูลการสมัครให้ครบถ้วน แล้วคลิกปุ่ม Sign up

Edmodo มีค่าใช้จ่ายหรือไม่?
     คำตอบคือ ไม่มีค่าใช้จ่าย แจกฟรีสำหรับ นักศึกษาครู และสถานศึกษา
เราจะเริ่มต้นใช้ Edmodo อย่างไร?
      เปิดเว็บไซต์ Edmodo.com แล้วคลิกปุ่ม I’m Teacher เพื่อสร้างบัญชี (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) กรอกข้อมูลในแบบฟอร์มให้ครบถ้วน เมื่อสร้างบัญชีเสร็จเรียบร้อยแล้ว ระบบจะนำท่านไปยังหน้าหลักของ Edmodo สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสร้าง Group ซึ่งจะช่วยให้ครูและนักศึกษาสามารถติดต่อสื่อสารกันได้

เริ่มต้นใช้ edmodo





ที่มา : http://www.kruthaionline.com/index.php/edmodo
          http://www.youtube.com/watch?v=PIBBG8Ny9Qo

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ห้องเรียนเสมือนจริง (Vitual Classroom)


 ห้องเรียนเสมือนจริง (Vitual Classroom)




 ความหมาย

          หมายถึง การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในรูปแบบของ software โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยสนับสนุนให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ โดยสามารถเลือกเวลา และสถานที่ที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการจัดห้องเรียนเสมือนคือ ระบบปฏิบัติการของห้องเรียนเสมือน ที่ต่างไปจากการเรียนในห้องเรียน รวมถึงการประเมินผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้หรือไม่ นอกจากนั้นสิ่งที่การเรียนในห้องเรียนเสมือนไม่มีคือ การปฏิสัมพันธ์หรือสังคมระหว่างผู้เรียนด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องคิดว่าห้องเรียนเสมือนจะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร
          ห้องเรียนเสมือน เป็นการจัดสิ่งแวดล้อมในความว่างเปล่า (space) โดยอาศัยศักยภาพของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เป็นการจัดประสบการณ์เสมือนจริงแก่ผู้เรียน นอกจากนั้นยังมีสิ่งสนับสนุน อื่น ๆ ที่จะช่วยทำให้การมีปฏิสัมพันธ์แบบเผชิญหน้า ซึ่ง ี่บางโอกาสอาจจะเป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้ยากนั้น สามารถกระทำได้เสมือนบรรยากาศการพบกันจริง ๆ กระบวนการทั้งหมดดังที่กล่าวมานี้ มิใช่เป็นการเดินทางไปที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย แต่จะเป็นการเข้าถึงด้านการพิมพ์ การอ่านข้อความ หรือข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่มีซอฟแวร์ เพื่อควบคุมการสร้างบรรยากาศแบบห้องเรียนเสมือน การมีส่วนร่วมจะเป็นแบบภาวะต่างเวลา ซึ่งทำให้มีผู้เรียน ในระบบห้องเรียนเสมือนสามารถเชื่อมต่อเข้าไปศึกษาได้ทุกที่ทุกเวลา

ทำไมต้องมี Virtual classroom 

          การคิดค้นห้องเรียนเสมือนเกิดจากข้อจำกัดของการเรียนการสอนแบบเดิม คือ 

          1. สถานที่จำกัดเฉพาะในห้องเรียน
          2. การเรียนรู้จำกัดเฉพาะกับครู ผู้เรียน และตำรา
          3. เวลาในการจัดการเรียนการสอน
          4. โอกาสในการเรียนการสอน สถานที่เรียนไม่เพียงพอกับผู้ประสงค์จะเรียน
          5. สัดส่วนของครูและนักเรียนไม่เหมาะสม

 ลักษณะของห้องเรียนเสมือน

          ห้องเรียนเสมือนสามารถจำแนกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

          1. จัดการเรียนการสอนในห้องเรียนธรรมดา แต่มีการถ่ายทอดสดภาพและเสียงเกี่ยวกับเนื้อหาของบทเรียน โดยอาศัยระบบโทรคมนาคมและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งเรียกว่า Online ไปยังผู้เรียนที่อยู่นอกห้องเรียน ซึ่งสามารถโต้ตอบกับผู้สอน หรือเพื่อนที่อยู่คนละแห่งได้
          2. ห้องเรียนเสมือน เป็นการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่าย ที่อาศัยประสิทธิภาพของเทคโนโลยีการสื่อสารและอินเทอร์เน็ต ทำได้โดยผู้เรียนใช้คอมพิวเตอร์เข้าสู่เว็บไซต์ของห้องเรียนเสมือน และดำเนินการเรียนตามกิจกรรมที่ผู้สอนได้ออกแบบไว้ ห้องเรียนลักษณะนี้เรียกว่า "ห้องเรียนเสมือนที่แท้"

 ข้อจำกัดห้องเรียนเสมือน

          ข้อจำกัดของการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือนมีหลายประการดังนี้

          1. อุปกรณ์และซอฟแวร์ในการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือนมีราคาแพง
          2. มีความล่าช้าในการรอข้อมูลย้อนกลับ ดังนั้นนักเรียนจึงไม่สามารถได้รับคำตอบโดยทันทีเมื่อ  
              ต้องการซักถามผู้สอน
          3. ผู้เรียนต้องมีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี
          4. ปฎิสัมพันธ์ทางการเรียนไม่มีความเป็นธรรมชาติ หรือมีน้อยเกินไป
          5. ผู้เรียนส่วนใหญ่ยังขาดความรับผิดชอบในการเรียนด้วยตนเอง

         

เปรียบเทียบลักษณะห้องเรียนเสมือนกับห้องเรียนปกติ


ห้องเรียนเสมือน
ห้องเรียนปกติ
การพิมพ์และการอ่าน
การพูดและการฟัง
สถานที่เรียนใดก็ได้ เวลาใดก็ได้
มีการกำหนดตารางเวลาเรียน
การจดบันทึกถูกบันทึกโดยอัตโนมัติ
ผู้เรียนต้องจดบันทึก
คอมพิวเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของการอำนวยความสะดวก
คอมพิวเตอร์ไม่ได้ถูกกำหนดสำหรับผู้เรียน


              การจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือน นับเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่ช่วยลดข้อจำกัดในด้านต่าง ๆ ทางการศึกษาได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความพอใจ ตามความพร้อมทั้งทางด้านเวลา สถานที่และความสามารถทางสติปัญญา การเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือนนี้สามารถจัดได้ทั้งแบบการศึกษาในโรงเรียน นอกโรงเรียน และการศึกษาตามอัธยาศัย ส่งผลให้คนส่วนใหญ่สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต อย่างไรก็ตามยังมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการจัดห้องเรียนเสมือนอยู่อีกมาก เช่น ระบบบริหารจัดการของห้องเรียน การประเมินผลสัมฤทธิ์ของการเรียน และสิ่งที่การเรียนในห้องเรียนเสมือนไม่มีก็คือ ปฏิสัมพันธ์ทางด้านสังคมระหว่างผู้เรียนด้วยกัน สิ่งเหล่านี้คือคำถามที่ต้องคิดว่าห้องเรียนเสมือนจะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร แม้ว่าต้นทุนในการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือนจะสูงมาก แต่ถ้าหากมีการบริการจัดการจนมีประสิทธิภาพ และเป็นที่แพร่หลายแล้ว ผลกำไรจะเกิดขึ้นกับสังคมและประเทศชาติ ในรูปของคนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับความรู้ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาส่วนต่าง ๆ ของประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไปในอนาคต




ที่มา : http://www.st.ac.th/av/inno_virtclass.htm
          http://www.kroobannok.com/24048

วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บทเรียนแสวงรู้บนเว็บ


บทเรียนแสวงรู้บนเว็บ : ( Web Quest )




           เว็บเควสท์ เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการสืบเสาะเป็นหลัก (Inquiry-oriented
 Activities) โดยแหล่งข้อมูลส่วนใหญ่อยู่บนระบบอินเทอร์เน็ต และผู้สอนได้ทำการคัดเลือกมาแล้วว่า
เป็นเว็บไซต์ที่เหมาะสมเน้นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง กล่าวอีกนัยคือ เว็บเควสท์เป็นรูปแบบกระบวนการ
เรียนการสอนที่เน้นการแสวงรู้บนเว็บโดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน สนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เพื่อ
พัฒนาทักษะด้านการคิดในระดับการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า โดยเน้นการตั้งประเด็น
หรือปัญหาที่ศึกษา เพื่อนำไปสู่การค้นหาคำตอบ และสรุปประมวลความรู้จนกระทั่งเกิดองค์ความรู้ต่อไป

หลักการออกแบบ Web Quest
           หลักการสำคัญในการออกแบบ Web Quest เพื่อส่งเสริมประสบการณ์การเรียนรู้แก่ผู้เรียนระดับ
 ต่างๆดังนี้ 
      1. จัดหาหัวเรื่องที่เหมาะสมกับการสร้าง Web Quest จูงใจผู้เรียน  เพราะ Web Quest เป็นงาน
สร้างสรรค์ที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในสภาพแวดล้อมใหม่ด้วยการประกอบกิจกรรมเองเป็นหลัก
      2. จัดหาแหล่งสนับสนุนแหล่งการเรียนรู้ Web sites ต่างๆ เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญที่จะต้อง
ได้รับการจัดหา คัดสรร และจัดหมวดหมู่เป็นอย่างดี ผ่านการกลั่นกรองว่ามีเนื้อหาที่สอดคล้องต่อหลักสูตรและ
วัตถุประสงค์ของบทเรียน
    3. ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน การสร้างสรรค์กิจกรรมใน Web Quest นั้นมีสิ่งที่ควรคำนึง
ต่อไปนี้
    - เน้นการใช้กิจกรรมกลุ่ม ที่ให้ผู้เรียนร่วมกันประกอบกิจกรรม ร่วมกันคิด ร่วมประสบการณ์และร่วมกัน
       สร้างสรรค์ผลงานออกมา ทั้งในชั้นเรียน ห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่ที่บ้าน
    - การจูงใจผู้เรียน ด้วยการให้ผู้เรียนเข้าไปมีบทบาทในบทเรียนในรูปของบทบาทสมมติให้มากที่สุด 
       ไม่ว่าในฐานะนักวิทยาศาสตร์ นักสืบ ผู้สื่อข่าว หมอ ฯลฯ สร้างสถานการณ์ให้น่าสนใจ เร้าใจให้พวก 
      เขาติดตาม ร่วมกิจกรรมอย่างกระฉับกระเฉง
   - การพัฒนาในรูปแบบรายวิชาเดี่ยวหรือแบบสหวิทยาการ ในรูปแบบแรกอาจจะดูง่ายในการพัฒนาแต่
      อาจจะจำกัดการเรียนรู้ สร้างประสบการณ์ชีวิตในบริบทจริง ในขณะที่รูปแบบหลังส่งเสริมประเด็นนี้ได้
       ดีกว่า และสร้างประสบการณ์ในเชิงลึกแก่ผู้เรียน
   4. พัฒนาโปรแกรม สามารถทำได้ทั้งด้วยการเขียนโปรแกรมเพื่อสร้าง web page ด้วยตนเอง ด้วย
การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปประเภท FrontPage, Dream Weaver, Composer, etc. หรือการจัดหา
ต้นแบบ(Template) ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งทำให้ง่ายเพราะเพียงแต่ออกแบบกิจกรรมและเอาเนื้อหาใส่เข้าไป ซึ่ง
จะลดปัญหาด้านความจำกัดเกี่ยวกับการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ลงไป ผู้ที่ต้องการต้นแบบนี้
สามารถหาได้จาก websites ต่างๆ ได้ไม่ยากนัก
    5. ทดลองใช้และปรับปรุง ด้วยการหากลุ่มเป้าหมายมาทดลองใช้บทเรียน ดูจุดดีจุดด้อยของบทเรียน
และปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น 
  
     ประเภทของเว็บเควสท์

    1. เว็บเควสท์ระยะสั้น (Quest Short Term WebQuest) มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนแสวงหาและบูรณา
การความรู้ในระดับเบื้องต้น ที่ผู้เรียนจะเผชิญและประสบการณ์กับแหล่งความรู้ใหม่ ๆ ที่สำคัญจำนวน
หนึ่งและสร้างความหมายให้กับประสบการณ์การเรียนรู้ของตนเองจะใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 1-3
 การเรียน
    2. เว็บเควสท์ระยะยาว (Longer Term WebQuest) มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระดับการคิดขั้นสูงของผู้
เรียนซึ่งเมื่อจบบทเรียนแล้ว ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์องค์ความรู้ที่ลึกซึ้ง และถ่ายโอนไปใช้ในรูปแบบใด
รูปแบบหนึ่งได้ และสามารถแสดงออกถึงความเข้าใจในเนื้อหานั้นด้วยการสร้างสรรค์ชิ้นงานออกมา อาจ
อยู่บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือรูปแบบอื่นก็ได้ โดยทั่วไปจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 สัปดาห์ ถึง 1 
เดือน

เว็บเควสท์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
    
     1. ส่วนครูผู้สอน : เป็นส่วนที่ผู้พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เขียนอธิบายให้กับครูอื่นๆที่สนใจเข้ามาใช้ 
มีองค์ประกอบ 8 ส่วน  ดังนี้
        1.1. บทนำ 
        1.2. เกี่ยวกับนักเรียน
        1.3. มาตรฐานการเรียนรู้
        1.4. กระบวนการ
        1.5. ทรัพยากร
       1.6. การประเมินผล
       1.7. สรุป
       1.8. แหล่งอ้างอิง
    2. ส่วนของนักเรียน : เป็นส่วนที่ผู้พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ เขียนอธิบาย ชี้แจงนักเรียน
มีองค์ประกอบ 7 ส่วน  ดังนี้
       2.1 บทนำ
       2.2 ภารกิจ 
       2.3.กระบวนการ
       2.4. แหล่งข้อมูล
       2.5. การประเมิน
       2.6. สรุป
       2.7 คำแนะนำ

Web Quest  ที่ดีควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

        1. ง่ายต่อความเข้าใจในการใช้
        2. ใช้แหล่งความรู้ที่ดีและมีคุณภาพ
        3. สร้างบทเรียนที่จูงใจผู้เรียน
        4. ขั้นภารกิจต้องอธิบายให้ชัดเจน
        5. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รู้จักการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์
        6. เสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่สนุกสนานให้แก่ผู้เรียน
        7. ช่วยให้ผู้เรียนได้รู้จักใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสืบค้นข้อมูล
        8. ผู้เรียนได้เรียนรู้การทำงานเป็นกลุ่ม

           จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการความรู้ ที่สนับสนุน ส่งเสริมให้ผู้เรียน
ได้มีทักษะในการแสวงรู้ด้วยตนเองได้ทุกที่ทุกเวลาไม่จำกัด เพื่อผู้เรียนจะได้พัฒนาตนเองรอบด้านทั้ง
ด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย อย่างไรก็ตามผู้เรียนจะบรรลุสัมฤทธิผลได้ครูต้องมีความสามารถ
ในการออกแบบและพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนให้มีความทันสมัยโดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐานในการ
จัดการความรู้ 


ที่มา : https://www.gotoknow.org/posts/517187
          https://www.gotoknow.org/posts/301312

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มีความสำคัญต่อการศึกษาอย่างไร



ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มีความสำคัญต่อการศึกษาอย่างไร


       บทบาทและความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อการบริหารจัดการศึกษา



เทคโนโลยีสารสนเทศ ” (Information Technology) หรือเรียกกันย่อ ๆ  ว่า“ IT ” หมายถึง
เทคโนโลยีที่นํามาใชในการจัดเก็บขอมูล (Data) และประมวลผลขอมูลใหเกิดผลลัพธเปนสารสนเทศ
 (Information) เพื่อนําไปใชประโยชน   
    
             ข้อมูล (Data)
 หมายถึง    ข้อมูลดิบที่เก็บรวบรวมมาจากที่ต่าง ๆ ซึ่งยังนําไปใชงานไมได 
เช่น  การสํารวจความคิดเห็น ความคิดเห็นที่ไดยังถือวาเปนขอมูลดิบ 
             
             สารสนเทศ (Information) หมายถึง ผลลัพธจากการประมวลผลขอมูลดิบซึ่งสามารถนํา
ไปใชประโยชน เพื่อประกอบการทํางาน หรือเพิ่มประกอบการตัดสินใจของผูบริหาร เชน นําข้อมูล ความ
คิดเห็นแตละขอมาหาความถี่ เป็นค่าร้อยละเพื่อเปรียบเทียบดูว่า ข้อคิดเห็นขอใดมีผูเลือกมากนอย
เป็นร้อยละเท่าไร ค่ารอยละดังกล่าว ก็จัดเป็นสารสนเทศ เป็นต้น         
               การจัดเก็บข้อมูลและการจัดการข้อมูล ต้องการความถูกตองและรวดเร็วสูง จึงจําเปนตองนํา
เทคโนโลยีคอมพิวเตอรเขามาช่วย และ เมื่อตองการใหผูที่อยูหางไกลกันสามารถใชประโยชนจาก
สารสนเทศดังกลาว ก็จําเปนตองนําเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมเขามาชวยอีกทางหนึ่งด้วย

             ในวงการบริหารงานตางๆ  โดยเฉพาะในวงการบริหารงานธุรกิจ ซึ่งมีการแขงขันกันสูง ไดนํา
เอานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชในการบริหารกันเปนอันมากเพื่อใหการบริหารมี
ประสิทธิภาพสูง  ประหยัดสุดและไดประสิทธิผลสูงสุด

             ผู้บริหารยุคใหมทุกระดับจึงนํานวัตกรรมเทคโนโลยีมาใชกันอยางแพรหลาย เชน  ผู้บริหาร
ระดับสูงในองค์การ จะนําสารสนเทศที่แสดงภาพรวมของการดําเนินงาน ความสัมพันธระหวางองคการ
และสิ่งแวดลอม สรุปปญหาและแนวทางแก้ไข มาใชเพื่อประกอบการแก้ปญหา และการตัดสินใจกําหนด
กลยุทธขององคการ สวนผูบริหารระดับกลางจะนําสารสนเทศ  ที่ ประมวลงานประจําป มาใชจัดแผนงบ
ประมาณ และกําหนดแผนการดําเนินงานของหนวยงาน สําหรับ ผู้บริหารงานระดับต้นจะใชเทคโนโลยี
สารสนเทศช่วยในการควบคุมการปฏิบัติงาน เป็นต้น

                ปัจจุบันผูบริหารในการศึกษาไดนํานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชและมีบทบาท
ความสำคัญในการบริหารจัดการศึกษากันมากขึ้น อาทิ เช่น

                 1. การนํานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการตัดสินใจ การตัดสินใจที่ดี
จะต้องรวดเร็วและไมผิดพลาด และการตัดสินใจที่รวดเร็วและไมผิดพลาดนั้นจําเป็น ต้องมี ข้อมูล
สารสนเทศที่ เป็นปัจจุบันไมล้าสมัย มีจํานวนมากเพียงพอ และสามารถนํามาใชไดง่ายและรวดเร็ว ซึ่ง
เทคโนโลยีสารสนเทศจะช่วยเรื่องนี้เป็นอย่างดี ระบบสารสนเทศที่ผูบริหารนํามาใชในการตัดสินใจมีดังนี้

                         1.1 ระบบสารสนเทศสําหรับผูบริหาร (Executive Systems) หรือ “EIS” ในบาง
ครั้งอาจเรียกว่า “ระบบสนับสนุนผู้บริหาร” (Executive Support Systems) หรือ “ESS” ระบบ EISเป็น
ระบบที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นมาเพื่อจัดเตรียมสารสนเทศที่เหมาะสมในการตัดสินใจของผูบริหารระดับ
สูงช่วยให้  ผู้บริหารสามารถทําความเข้าใจ ปัญหาอย่างชัดเจน และสามารถตัดสินใจเลือกแนวทาง
แกปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

                          1.2 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support) หรือ DSS ระบบ DSS 
เป็นระบบที่ ออกแบบและพัฒนาขึ้นมาเพื่อใชสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารระดับกลาง ระบบDSS 
จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจของผูบริหารแตจะไมทําการตัดสินใจแทนผู้บริหาร โดยประมวล
ผลและนําเสนอข้อมูล ที่สําคัญต่อการตัดสินใจ ตลอดจนประเมินทางเลือกที่เหมาะสมภายใตข้อจํากัด
ของแต่ละสถานการณ เพื่อใหผู้บริหารใชสติปญญา เหตุผล ประสบการณ และความคิดสร้างสรรคของ
ตนวิเคราะหและเปรียบเทียบทางเลือกใหสอดคล้องกับปัญหาหรือสถานการณนั้นๆ         
  
                  2. การนํานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชในการบริหารงานทางไกล
       มีการนําสื่อหลายๆอย่าง เช่น โทรศัพทมือถือ โทรสาร วิทยุ โทรทัศน คอมพิวเตอร และเครื่องมือ
สื่อสารโทรคมนาคม มาใชในการติดต่อการสื่อสารและการบริหารงานทางไกลไดสะดวกรวดเร็ว ประหยัด
เวลาและค่าใช้จายเป็น อันมาก ถึงแมจะอยูไกลกันก็สามารถทํางานร่วมกัน ประชุมร่วมกันไดโดยใช Teleconference เป็นต้น
                3. การนํานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชในการบริหารสถานศึกษา   
ปัจจุบันสถานศึกษาหลายแห่ง พัฒนาระบบสารสนเทศ เพื่อใชในการบริหารงานด้านต่างๆ ทั้งการบริหาร
งานวิชาการ การบริหารกิจการนักเรียน การบริหารงานบุคลากร การบริหารงานธุรการ การเงิน พัสดุ ครุ
ภัณฑ การบริหารงานอาคารสถานที่และการการบริหารงานชุมชน

               4. การสร้างเครือข่ายข้อมูล (Network) ด้วยระบบสารสนเทศ เครือข่ายนี้จะช่วยพัฒนา
คุณภาพการศึกษาไทยเป็นอันมาก ปัจจุบันมี โครงการเครือข่ายคอมพิวเตอรโรงเรียนมัธยม(Schoolnet)
ซึ่งเป็นโครงการ

       ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หนึ่งในหลายโครงการที่เกิดขึ้นตามพระราชดําริของสมเด็จพระเทพรัตน
ราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี โดยศูนยเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกสคอมพิวเตอรแห่งชาติไดนําแนวพระรา
ดําริมาดําเนินการร่วมกับหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดกรมสามัญศึกษา(เดิม)

             5. การนํานวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชในการจัดการศึกษา   ในปัจจุบัน
ผูบริหาร หน่วยงานทางการศึกษานํานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชในการจัดการศึกษา เป็น
ประโยชนต่อการเรียนรูหลายอย่าง อาทิเช่น

                  5.1 อินเตอร์เน็ต (Internet)  เพื่อใชในการศึกษาหาข้อมูล ข่าวสารทางวิชาการและอื่นๆ 
จากที่ต่าง ๆ เป็นการส่งเสริมการเรียนรูตลอดชีวิต

                   5.2 จดหมายอิเล็กทรอนิกส (Electronic Mail หรือ E-mail) เพื่อใชรับส่งข่าวสาร
 ข้อมูล รูปภาพ และส่งงานใหครูอาจารยตรวจ

                   5.3 การจัดทํา Website ของสถานศึกษา เพื่อการเผยแพรขาวสารของสถานศึกษา
  เป็นการประชาสัมพันธระหว่างสถานศึกษากับ ผู้ที่เกี่ยวของ และบุคคลทั่วไป

                  5.4 การใชโปรแกรม SPSS เพื่อการวิเคราะหข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชนต่อการทํา
วิจัยในชั้นเรียนของครูอาจารย การทําวิจัยสถานบันของฝ่ายบริหาร และอื่น ๆ

                  5.5 การทํา PowerPoint    เพื่อใชในการเรียนการสอนของครูอาจารย และใชเสนอผล
งานของ    ผู้บริหารสถานศึกษา

                  5.6 คอมพิวเตอรช่วยสอน (Computer Assisted Instruction หรือ CAI) เพื่อช่วยใหผู้
เรียนเรียนรูด้วยตนเองจากบทเรียนสําเร็จรูปในคอมพิวเตอร

                  5.7 การเรียนรูผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส (Electronic Learning) หรือที่เรียกกันว่า
E-Learning    เป็นการเรียนทางไกลที่ผูเรียนสามารถโตตอบกับผู้สอนได  โดยอาศัยเครือข่าย 
อินเตอร์เน็ต จึงช่วยใหเรียนรู้ไดโดยไม่มีข้อจํากัดของเวลา ระยะทาง และสถานที่ โดยผูเรียนจะสามารถ
เรียนรูไดตลอดเวลาจึงตอบสนองศักยภาพการเรียนรูของผู้เรียนไดเป็นอย่างดี

                   5.8 ห้องเรียนอัจฉริยะ (Electronic Classroom หรือ E-Classroom) เป็นการจัดระบบ
บริหารจัดการห้องเรียน ที่ใชการเรียนการสอนแบบ on-line และ ปฏิสัมพันธ (interactive) สามารถ
ควบคุมและและตรวจสอบกิจกรรมของนักเรียนไดโดยตรงจากเครื่องคอมพิวเตอรของครูแบบ real  time

                  5.9 หนังสืออิเล็กทรอนิกส (E-book) และ หองสมุดอิเล็กทรอนิกส (E-Library) เพื่อ
เสริม การเรียนการสอน และใหบริการค้นคว้าหาความรูแกนักเรียน ครูอาจารย และประชาชน

                  5.10 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ “ICT”  (Information and 
Communication Technologies)  เพื่อพัฒนาการศึกษา ปัจจุบันประเทศไทยโดยกระทรวงศึกษาธิการ
มีนโยบายสําคัญที่จะนําเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช เพื่อพัฒนาการสื่อสารในทุกด้าน 
โดยเฉพาะการช่วยพัฒนาครูอาจารย การช่วยใหเด็กและเยาวชนไดเข้าถึงแหล่งความรูและไดเรียนอย่าง
ทัดเทียมกัน ตลอดจนการพัฒนาระบบบริหารจัดการให้ ฉับไว มีประสิทธิภาพสูงสุด

              ดังนั้น นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ  ก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โนเฉพาะอย่างยิ่ง ใน
ยุคของการปฎิรูปการศึกษา ผู้บริหารการศึกษายุคใหมต่างก็นํานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
มาใชประโยชนใน  การบริหารจัดการศึกษา เพื่อใหประสบผลสําเร็จในการพัฒนาคุณภาพผูเรียนไดอย่าง
มีประสิทธิภาพสูง

      



 ที่มา : https://www.gotoknow.org/posts/427621 

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

ความเป็นมาของนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา


ความเป็นมาของนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา


 คำว่า "เทคโนโลยี" ถูกนำมาใช้ในทุกวงการเช่น ในวงการแพทย์ เรียกว่า เทคโนโลยีการแพทย์(MedicalTechnology) นำมาใช้ทางการเกษตร เรียกว่า เทคโนโลยีการเกษตร (AgriculturalTechnology)นำมาใช้ทางอุตสาหกรรม เรียกว่าเทคโนโลยีการอุตสาหกรรม (IndustrialTechnology) นำมาใช้ทางการสื่อสาร เรียกว่า เทคโนโลยีการสื่อสาร (Communication Technology)และนำมาใช้ในวงการอื่นๆอีกมากมายรวมทั้งนำมาใช้ในวงการศึกษาที่เรียกว่าเทคโนโลยีการศึกษา (Educational Technology)

เทคโนโลยีการศึกษา (Educational Technology) ตามรูปศัพท์ เทคโน (วิธีการ)+โลยี (วิทยา)หมายถึง ศาสตร์ที่ว่าด้วยวิธีการทางการศึกษาครอบคลุมระบบการศึกษาการนำวิธีการมาพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพของการศึกษาให้สูงขึ้นเทคโนโลยีทางการศึกษาครอบคลุมองค์ประกอบ คือ วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ สภาเทคโนโลยีการศึกษานานาชาติได้ให้คำจำกัดความของเทคโนโลยี การศึกษาว่า เป็นการพัฒนาและประยุกต์ระบบเทคนิค และอุปกรณ์ให้สามารถนำมาใช้อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้ของคนให้ดียิ่งขึ้น

เทคโนโลยีการศึกษา (EducationalTechnology) เป็นการขยายแนวคิดเกี่ยวกับโสตทัศนศึกษา (AudioVisual Education) ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากโสตทัศนศึกษา หมายถึง การเรียนรู้ผ่านประสาททั้งห้าคือ ตา หูจมูก ลิ้น และการสัมผัสดังนั้นอุปกรณ์ในสมัยก่อนมักเน้นการใช้ประสาทสัมผัสด้านการฟังและการดูเป็นหลัก จึงใช้คำว่าโสตทัศนูปกรณ์ ส่วนเทคโนโลยีการศึกษามีความหมายที่กว้างกว่า โดยพิจารณาจากความคิดเป็น ประการ คือ

1. แนวคิดด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ หมายถึง การประยุกต์วิทยาศาสตร์กายภาพในรูปของสิ่งประดิษฐ์เช่นเครื่องฉายเครื่องเสียงวิทยุวิทยุโทรทัศน์เครื่องคอมพิวเตอร์ฯลฯมาใช้สำหรับการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นส่วนใหญ่การใช้เครื่องมือเหล่านี้มักคำนึงถึงเฉพาะการควบคุมให้เครื่องทำงานมักไม่คำนึงถึงจิตวิทยาการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องความหมายของเทคโนโลยีการศึกษาตามความคิดรวบยอดนี้ทำให้บทบาทของเทคโนโลยีการศึกษาแคบลงไปคือมีเพียงวัสดุและอุปกรณ์เท่านั้น ไม่รวมวิธีการหรือปฏิกิริยาสัมพันธ์อื่นๆ เข้าไปด้วย ซึ่งตามความหมายนี้ก็คือ โสตทัศนศึกษา” นั่นเอง

2. แนวคิดด้านพฤติกรรมศาสตร์ เป็นการนำแนวคิดและวิธีการทางจิตวิทยามานุษยวิทยากระบวนการกลุ่มภาษาการสื่อความหมายการบริหารกลไกการรับรู้มาใช้ควบคู่กับผลิตผลทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเพื่อให้ผู้เรียนเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นมิใช่พียงการใช้เครื่องมืออุปกรณ์เท่านั้นแต่รวมถึงวิธีการทางวิทยาศาสตร์และวิธีการทางพฤติกรรมศาสตร์เข้าไปด้วย มิใช่วัสดุหรืออุปกรณ์แต่เพียงอย่างเดียว

ปัจจุบันพัฒนาการการจัดการเรียนการสอนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากเดิมที่ ครู-อาจารย์เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดให้แก่ผู้เรียนด้วยวิธีการบรรยาย การทำให้ดู (สาธิตการแสดง ฯลฯ)และผู้เรียนต้องทำหรือปฏิบัติตาม ด้วยคัมภีร์ ตำรา หนังสือเอกสาร กระดานชอล์ก ซึ่งเป็นวิธีการที่ซ้ำซากจำเจเรื่อยมา จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงบทบาทผู้สอน มาเป็นผู้กระตุ้นส่งเสริมให้ผู้เรียนดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นรายบุคคลหรือกลุ่ม ตลอดจนการจัดระบบการเรียนการสอน โดยอาศัยสื่อโสตทัศนวัสดุ (Audio Visual Material) เป็นตัวกลางที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลการเรียนรู้ ทั้งทางด้าน การพัฒนาความรู้ ความคิด ทักษะและทัศนคติที่ดีต่อการเรียน บนพื้นฐานของจิตวิทยาการเรียนรู้